เทคนิคที่ต้องรู้วิธีตั้ง Stop Loss ยังไงไม่ให้โดนกินฟรี

ทุกวันนี้การเทรดการลงทุนต่างๆ นั้น สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา จึงทำให้หลายท่านไม่น้อยมักจะได้เงินที่เพิ่มขึ้นและสูญเสียเงินไปในพริบตาพร้อมๆ กัน จะดีกว่ามั้ยถ้ามี “ตาข่ายนิรภัยทางการเงิน” อย่าง “การตั้ง Stop loss” จะทำให้ทุกท่านไม่สูญเสียเงินลงทุนไปทั้งหมดครับ บทความนี้จะพาทุกๆ ท่านไปแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคที่ต้องรู้วิธีตั้ง Stop Loss ยังไงไม่ให้โดนกินฟรี กันครับ

เทคนิคที่ต้องรู้เกี่ยวกับวิธีตั้ง Stop Loss

Stop Loss คือ คำสั่งอัตโนมัติที่ตั้งไว้กับโบรกเกอร์ เพื่อขายสินทรัพย์ที่เราถือครองอยู่ หากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ขาดทุนถึงระดับราคาที่เรากำหนดไว้ล่วงหน้า ครับ

►การใช้ Trailing Stop Loss: แทนที่จะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ราคาคงที่ Trailing Stop Loss จะปรับระดับตามราคาที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เป็นผลกำไรของเรา เช่น หากเราซื้อหุ้นที่ราคา 100 บาท และตั้ง Trailing Stop Loss ที่ 5% เมื่อราคาขึ้นไปที่ 110 บาท Stop Loss ของเราก็จะเลื่อนขึ้นไปอยู่ที่ 104.5 บาท (110 – 5%) หากราคายังขึ้นต่อไป Stop Loss ก็จะเลื่อนขึ้นตาม แต่ถ้าหากราคาปรับตัวลงมาชน Stop Loss ที่เลื่อนขึ้นมาแล้ว เราก็จะขายทำกำไร

  • ข้อดี: ช่วยให้เราล็อกกำไรได้เมื่อราคาเป็นใจ และยังคงเปิดโอกาสให้ราคาไปต่อได้อีก
  • ข้อเสีย: อาจจะถูก Stop Out เร็วกว่าการตั้ง Stop Loss แบบคงที่ หากราคาเกิดการแกว่งตัวผันผวนในระยะสั้น

► การตั้ง Stop Loss แบบมีเงื่อนไข (Conditional Stop Loss Orders): โบรกเกอร์บางแห่งมีฟังก์ชันให้ตั้ง Stop Loss ที่จะทำงานเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่างเกิดขึ้น เช่น เมื่อราคาถึงระดับหนึ่ง หรือเมื่อ Indicator ทางเทคนิคบางตัวให้สัญญาณ

  • ตัวอย่าง: ตั้ง Stop Loss ที่จะทำงานก็ต่อเมื่อเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นตัดกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาวลงมา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแนวโน้ม
  • ข้อดี: ช่วยให้ Stop Loss ทำงานเมื่อมีเหตุผลทางเทคนิคสนับสนุนมากขึ้น ลดโอกาสการโดน Stop Out จากความผันผวนที่ไม่สำคัญ

►การปรับขนาด Position ให้สอดคล้องกับ Stop Loss: ขนาด Position ที่เราเปิดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเสี่ยงโดยรวม หากเราตั้ง Stop Loss ที่มีระยะห่างมาก เราอาจจะต้องลดขนาด Position ลง เพื่อให้การขาดทุนหาก Stop Loss ทำงาน ยังคงอยู่ในระดับที่เรายอมรับได้ (ตามหลักการบริหารความเสี่ยงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เราคุยกันไป)

  • หลักการ: ความเสี่ยงโดยรวมในการเทรดแต่ละครั้ง (ขนาด Position * ส่วนต่างราคาจากจุดเข้าถึง Stop Loss) ควรจะจำกัดอยู่ในเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ของเงินทุนทั้งหมด

► การพิจารณา Time Frame ที่เทรด: ระยะเวลาในการเทรดของเรามีผลต่อการตั้ง Stop Loss หากเราเป็น Day Trader อาจจะต้องตั้ง Stop Loss ที่แคบกว่า Swing Trader หรือ Position Trader เพราะความผันผวนในระยะสั้นจะสูงกว่า

  • Day Trader: อาจจะอ้างอิงจากจุดต่ำสุด/สูงสุดของวัน หรือใช้ ATR ใน Time Frame ที่สั้นลง
  • Swing/Position Trader: อาจจะอ้างอิงจากแนวรับแนวต้านที่สำคัญใน Time Frame ที่ใหญ่ขึ้น หรือใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว

ทำไมราคามักวิ่งมาโดนค่าตั้ง Stop Loss แล้วกลับตัว

เป็นสถานการณ์ที่น่าหงุดหงิดมาก ๆ ที่ราคาวิ่งลงมาชนกับการตั้งค่า Stop Loss ของเรา แล้วจากนั้นก็กลับตัวขึ้นไปในทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้แต่แรก เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุครับ ลองมาดูปัจจัยที่เป็นไปได้กันครับ

  1. การ “ล่า Stop” (Stop Hunting): นี่เป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนรายใหญ่หรือ Market Maker บางครั้งใช้เพื่อทำกำไร พวกเขาอาจจะ “ดัน” ราคาให้ลงมาต่ำกว่าแนวรับสำคัญ หรือขึ้นไปสูงกว่าแนวต้านสำคัญเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้คำสั่ง Stop Loss ของนักเทรดรายย่อยทำงาน เมื่อมีปริมาณ Stop Order จำนวนมากถูก Execute พวกเขาก็อาจจะเข้าซื้อในราคาที่ต่ำลง หรือขายในราคาสูงขึ้น แล้วราคาก็กลับตัวในทิศทางเดิม
    • ทำไมถึงทำได้: นักลงทุนรายใหญ่มีเงินทุนและข้อมูลมากกว่านักเทรดรายย่อย พวกเขาอาจจะเห็น Order Book หรือมีเครื่องมือวิเคราะห์ที่ซับซ้อนกว่า ทำให้พวกเขาสามารถคาดการณ์ได้ว่ามี Stop Order กองอยู่ที่ราคาใดบ้าง
  2. การตั้ง Stop Loss ที่ “แน่น” เกินไป: หากเราตั้ง Stop Loss ใกล้กับราคาที่เราเข้าซื้อขายมากเกินไป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีความผันผวนสูง) โอกาสที่ราคาจะแกว่งตัวมาโดน Stop Loss ก่อนที่จะไปในทิศทางที่เราต้องการก็มีสูงครับ ตลาดมักจะมี “Noise” หรือการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มหลัก
    • วิธีแก้ไข: ลองพิจารณาตั้ง Stop Loss ให้มีระยะห่างจากราคาเข้าซื้อขายมากขึ้น โดยอ้างอิงจากความผันผวนของสินทรัพย์นั้น ๆ (เช่น ใช้ค่า ATR ดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้)
  3. การใช้แนวรับแนวต้านที่ไม่แข็งแรง: บางครั้งแนวรับหรือแนวต้านที่เรามองว่าเป็นจุดสำคัญ อาจจะไม่ได้รับการเคารพจากตลาดมากนัก ทำให้ราคาหลุดลงมา (หรือขึ้นไป) ได้ง่าย ๆ แล้วค่อยกลับตัว
    • วิธีแก้ไข: พยายามมองหาระดับแนวรับแนวต้านที่มีนัยสำคัญจริง ๆ เช่น เป็นระดับที่ราคามีการพักตัวหรือกลับตัวหลายครั้ง มี Volume การซื้อขายหนาแน่น หรือสอดคล้องกับ Fibonacci Retracement Levels
  4. ข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด: บางครั้งอาจมีข่าวสารหรือเหตุการณ์สำคัญที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาลงมาชน Stop Loss แล้วหลังจากนั้นตลาดก็ซึมซับข่าวสารและกลับสู่แนวโน้มเดิม
    • วิธีแก้ไข: ติดตามข่าวสารและปฏิทินเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และพิจารณาลดขนาด Position หรือเพิ่มความระมัดระวังในช่วงที่มีประกาศข่าวสำคัญ
  5. ความผันผวนของตลาดโดยรวม: ในบางช่วง ตลาดโดยรวมอาจมีความผันผวนสูงมาก ทำให้ราคาสินทรัพย์ที่เราเทรดแกว่งตัวแรงเป็นพิเศษ การตั้ง Stop Loss ในช่วงเวลาแบบนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะโดน “เขย่า” ออกจากตลาดได้ง่าย
    • วิธีแก้ไข: ปรับขนาด Position ให้เล็กลง หรือรอให้ความผันผวนของตลาดลดลงก่อนที่จะเข้าเทรด

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “”Stop Loss” และเทคนิคต่างๆ ที่เราได้รวบรวมมาแปะให้กับทุกๆ ท่านฝในข้างต้น คิดว่าน่าจะทำให้ทุกๆ ท่านเข้าใจเกี่ยวกับฟังก์ชั่นนี้กันมากขึ้นนะครับ

Related Post

ราคาในการรักษาต้อกระจก

เทียบเทคนิครักษาต้อกระจก พร้อมราคาและผลลัพธ์ที่ควรรู้เทียบเทคนิครักษาต้อกระจก พร้อมราคาและผลลัพธ์ที่ควรรู้

ต้อกระจก คือภาวะที่เลนส์ตาธรรมชาติขุ่นมัว ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัว แพ้แสง หรือมองไม่ชัด เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และในบางกรณีสามารถเกิดกับคนวัยทำงานได้เช่นกัน ปัจจุบันนี้การ รักษาต้อกระจก ที่ได้ผลและเป็นมาตรฐานคือการผ่าตัดเอาเลนส์ที่ขุ่นออก แล้วใส่เลนส์เทียม (IOL) เข้าไปแทน ซึ่งมีหลายเทคนิคให้เลือก แตกต่างกันทั้งด้านเครื่องมือ ระยะเวลาฟื้นตัว และแน่นอนคือ ราคา 3 เทคนิคหลักในการรักษาต้อกระจก 1. ผ่าตัดแบบ Phacoemulsification (เทคนิคพื้นฐาน) เป็นวิธีที่ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์สลายเลนส์ที่ขุ่น ก่อนจะดูดออกแล้วใส่เลนส์เทียมแทนที่ข้อดี: ปลอดภัย แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็วข้อจำกัด: อาจต้องใส่แว่นในบางระยะราคา:

ร้านทำเล็บ สุขุมวิท

เปิดโลกใหม่ของการทำเล็บ: ร้านทำเล็บหรูหราที่สุขุมวิทเปิดโลกใหม่ของการทำเล็บ: ร้านทำเล็บหรูหราที่สุขุมวิท

การทำเล็บไม่ใช่แค่การตกแต่งเล็บให้สวยงามอีกต่อไป แต่ยังเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ผ่อนคลายและเติมเต็มความสุขให้กับตัวเอง สำหรับสาวๆ ที่กำลังมองหาประสบการณ์การทำเล็บสุดหรูใน ร้านทำเล็บ สุขุมวิท เรามีร้านทำเล็บที่มาพร้อมกับการบริการระดับพรีเมียม ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ในสปา พร้อมบริการที่ครบครันและคุณภาพเหนือระดับ ทำไมต้องเลือก ร้านทำเล็บ สุขุมวิท สำหรับการทำเล็บหรูหรา? การเลือก ร้านทำเล็บ สุขุมวิท ที่มีความหรูหราและมีมาตรฐานสูงนั้น จะทำให้คุณได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างจากการทำเล็บทั่วไป โดยสิ่งที่ร้านเหล่านี้มอบให้ไม่เพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังคำนึงถึงความสะดวกสบายและการบริการที่ยอดเยี่ยม ดังนี้: ประสบการณ์ทำเล็บสุดหรูที่คุณต้องไม่พลาด ร้านทำเล็บ สุขุมวิท ที่มีบริการหรูหรามักจะให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากที่อื่นๆ โดยมีบริการที่ครบครัน ดังนี้: เทคโนโลยีและวัสดุคุณภาพสูง ร้านทำเล็บ สุขุมวิท

บริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน

การทำงานร่วมกับบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน: กระบวนการที่ไม่ซับซ้อนและคุ้มค่าการทำงานร่วมกับบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน: กระบวนการที่ไม่ซับซ้อนและคุ้มค่า

การตกแต่งบ้านหรือพื้นที่ที่อยู่อาศัยให้ออกมาสวยงามและใช้งานได้ตามความต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากคุณไม่มีประสบการณ์ในการออกแบบ การเลือกใช้บริการจาก บริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน มืออาชีพคือทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งกระบวนการทำงานกับบริษัทเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่ซับซ้อน แต่ยังคุ้มค่าและช่วยให้คุณประหยัดเวลาและพลังงาน ทำไมการเลือกทำงานกับบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในจึงคุ้มค่า? การเลือกใช้บริการจาก บริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน ช่วยให้คุณได้บ้านที่สวยงามและมีฟังก์ชันการใช้งานที่ดีที่สุด การทำงานร่วมกับมืออาชีพจะช่วยให้โครงการตกแต่งของคุณเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ 1. การออกแบบที่ตรงกับความต้องการ 2. การเลือกวัสดุที่เหมาะสม 3. การจัดการโครงการอย่างมืออาชีพ กระบวนการทำงานกับบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน 1. การเริ่มต้น: การปรึกษาและการออกแบบ 2. การออกแบบเบื้องต้น 3. การเลือกวัสดุและการตกลงราคา 4. การดำเนินงานและติดตั้ง 5. การตรวจรับงานและการส่งมอบ